เห็นแล้วทนไม่ไหวจริงๆ เลยต้องขอระบายสักหน่อยครับ ปอนคิดว่าหลายๆ คนก็คงหงุดหงิดอยู่พอสมควรในการดูข่าวทางโทรทัศน์ที่ถือว่าเป็นสื่อมวลชนที่ใกล้ชิดและมีอิทธิพลอย่างสูงของไทยในตอนนี้ นอกจากรูปแบบรายการ(เล่า)ข่าวที่เฝือๆ เหมือนๆ กันหมดแทบทุกช่วงเวลาที่แต่ละช่องพยายามเอาออกมาแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในช่วงนี้แล้ว  ในด้านเนื่อหาก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าใดนักเหมือนไปลอกข่าวกันมา ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ อินเทอร์เนต

แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนๆ กันอีกก็คือ มุมมองการนำเสนอข่าวในแต่ละประเด็นที่ไปเน้นการนำเสนอด้านที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแต่ดันไปเน้นในเรื่องประเด็นปลีกย่อยสะเก็ดของข่าวเอาออกมาขยายประหนึ่งว่าเป็นความสำคัญระดับชาติ

โดยเฉพาะช่อง 3 ครับ.... ทุกวันนี้มีข่าวเยอะมากก็จริง แต่ถ้าสังเกตดูข่าวทุกช่วงก็จะเอาข่าว เอาสกู๊ป เอาประเด็นออกมานำเสนอใหม่เหมือนเดิมซ้ำๆ กันไปทุกช่วงข่าว (Rerun) อย่างหน้าตาเฉยแล้วก็บอกว่าเพื่อเป็นการสรุปประเด็นในแต่ละช่วงเวลา ในรอบครึ่งวัน ในรอบวัน (ไม่ใช่ช่อง 3 อย่างเดียวนะครับช่องอื่นๆ ก็เป็นแต่ตัวอย่างอาจไม่ชัดเจนเท่าช่อง 3) 

อย่างวันนี้สดๆ ร้อนๆ กรณีที่มีผู้ประท้วงจากบริษัทไทรอัมพ์ไปประท้วงที่หน้ารัฐสภาปอนจำได้ว่าวันนี้ดูข่าวเรื่องนี้ผ่านทางช่อง 3 มา 2 รอบแล้วในรูปแบบของสกู๊ปข่าว แต่ปรากฏว่าประเด็นการนำเสนอกลับไปทำสกู๊ปเกี่ยวกับเครื่องมือสลายการชุมนุมชิ้นใหม่ล่าสุดของตำรวจนครบาลที่ใช้คลื่นเสียงในการรบกวนแก้วหูให้คนทนไม่ไหวในที่สุด ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องนี้แน่นมากครับถึงประสิทธิภาพต่างๆ พิษสงของมันเป็นยังไงมีครบหมด

แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือ... กลับนำเสนอว่า "ผู้ชุมนุมประท้วงที่มาจากบริษัทไทรอัมพ์ ถือว่าเป็นกลุ่มแรกที่ประเดิมเครื่องมือชิ้นนี้" โดยที่ไม่ได้นำเสนอแม้แต่น้อยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมาประท้วงเย้วๆ แล้วกลายเป็นหนูทดลองเครื่องมือใหม่ที่หน้ารัฐสภาเค้ามาทำไมกัน เดือดร้อนอะไร ข้อเรียกร้องมีอะไรเพิ่มเติม หรือของเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข หรือนี่เป็นกลุ่มใหม่ของไทรอัมพ์ที่มาประท้วง สรุปได้ว่า...กลุ่มผู้ชุมนุมได้เป็นหนูทดลองประเดิมเครื่องมือใหม่เอี่ยมชิ้นนี้

พอเห็นการนำเสนอข่าวสารทางสื่อมวลชนกระแสหลักรูปแบบนี้ ปอนแทบจะเผาตำรานิเทศศาสตร์และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ร่ำเรียนมาตั้ง 8 ปีทั้งป.ตรี ป.โท ทิ้งไปซะให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะที่ร่ำเรียนมาและปอนพร่ำบอกลูกศิษย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า "การนำเสนอข่าวจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชนและสังคม" บวกกับบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมตามหลักการ ทฤษฎีต่างๆ หรือแม้แต่หลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่คนทำงานด้านสื่อบอกว่ามีและใช้กันอยู่ทุกคน แต่จากกรณีนี้มันไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าการนำเสนอข่าวสารในประเด็น หรือมุมมองของข่าวนี้ประชาชนและสังคมได้รับประโยชน์ตรงไหน ประชาชนกำลังโดนละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารชัดๆ

การนำเสนอข่าวสารในรูปแบบและประเด็นเหล่านี้ทำให้ดูเหมือนช่อง 3 หรือผู้สื่อข่าว ได้กลายเป็นหน่วยงานและนักประชาสัมพันธ์ของตำรวจนครบาลไปซะแล้ว ที่จริงก็พอจะเข้าใจได้ว่าตำรวจต้องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารแบบนี้เพื่อป้องปรามการชุมนุมตอนปลายเดือนนี้ แต่ปอนก็คิดว่ามันเป็นวิธีที่ไม่ชาญฉลาดนักที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารในรูปแบบนี้ เพราะมันจะทำให้ผู้ชุมนุมได้เตรียมตัวมาอย่างดีในการป้องกันแล้วก็ไม่ได้ทำให้งานของตำรวจราบรื่นขึ้น

ในแง่ของการทำข่าวถ้าต้องการจะเน้นการนำเสนอเครื่องมือนี้จริงๆ ปอนคิดว่าคนที่เรียนนิเทศศาสตร์หรืออยู่ในแวดวงนี้มาพอสมควรน่าจะคิดหาวิธีการนำเสนอให้แยบคายและดูชาญฉลาดมีรสนิยมกว่านี้ เพื่อไม่ให้องค์กรของตัวเองตกเป็น "เครื่องมือ" การประชาสัมพันธ์หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งอย่างโจ่งแจ้งจนทำให้ภาพลักษณ์องค์กรสื่อมวลชนมืออาชีพลดลงไป


อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นเองนะครับ ก่อนหน้านี้มีอีกหลายกรณีที่คล้ายๆ แบบนี้ ปอนคิดว่าพวกเราคนดูคงต้องช่วยกัน "คิดเมื่อดู" ให้มากขึ้นเพื่อให้ "รู้เท่าทันสื่อ" และ "ใช้สื่อให้เป็น" ไม่อย่างนั้นเราจะตกเป็นเครื่องมือของสื่อและถูกละเมิดสิทธิการรับรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชนสาธารณะที่ใช้ทรัพยากรการสื่อสารของชาติต่อไปเรื่อยๆ นะครับ







ปอนเองครับ



Comment

Comment:

Tweet

big smile เมื่อทุกช่องมาแนวเดียวกัน ผู้บริโภคอย่างเราๆก็ได้แต่นั่งชมหน้าจอตาปริบๆ

#16 By ป้าหมู on 2009-09-19 08:24

ฮา..คุณคิงโมจิ...เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของผู้บริโภคสื่อเลยครับ ชื่มชมๆๆๆๆconfused smile มันก็เป็นแบบนี้ทุกสื่อ แต่ปอนยกตัวอย่างช่อง 3 เพราะมันมีผลกระทบในวงกว้างกว่าแล้วก็ชัดเจนมาก อย่างสื่อหนังสือพิมพ์วงมันแคบกว่าแล้วมันก็มีเฉพาะหนังสือพิมพ์ประเภทประชานิยม (Popular Newspaper) เท่านั้นเอง แต่ในหนังสือพิมพ์ประเภทคุณภาพหรือหนังสือพิมพ์ประเภทผู้นำ (Quality Newspaper) มันจะไม่มีข่าวแบบนี้ใช่ป่ะครับ เราก็เลือกๆ อ่านเอาก็แล้วกันครับถ้ายอดมันตกมันก็คงจะรู้สึกกันเองเนอะdouble wink confused smile

#15 By ปอนปอน on 2009-09-17 21:28


ไม่อะไรมาก อยากเล่าให้ฟัง วันนึงผมเดินผ่านร้านซีเอ็ด ก็ยืนอ่านหัวข้อข่าว ประมาณว่า "ทีมนักวิชัยทึ่ง หลินปิงโชว์ยืนสี่ขา"

ระหว่างเดินขึ้นตึก 18 ชั้นผมคิดตลอดเวลาว่า หมีแพนด้าตัวอื่นมันไม่ยืนสี่ขากันหรือไง ขึ้นมาหาข้อมูล ปรากฎว่าแมร่ง(ขอโทษที่ไม่สุภาพ)หมีทั่วโลกมันยืนสี่ขาได้หมด

นึกออกป่ะ แบบนี้มันเอามาเล่นได้หมดแหละ มันชูสองมือ มันกระดิกหู มันกระพริบตา

อยากจะบอกว่านักข่าวหนังสือพิมพ์ก็พอกัน..

#14 By :: KinG MoJi :: on 2009-09-17 18:55

ดิฉันเลี่ยงดูข่าวหนักๆ ค่ะ ชีวิตตอนนี้โฮเวอร์โหลดจริงๆ ค่ะ

ระบบทุนนิยมก็แบบนี้ค่ะ ดิฉันเข้าใจว่าทำไมสื่อจึงทำแบบนั้น

Hot! Hot!

#13 By Contessa on 2009-09-15 18:17

น่ากลุ้มครับ
เครื่องมือแบบนี้อยู่รอบตัวเรา
คนมีวิจารณญาณพอก็รอดตัวไป
คนที่เชื่อแต่ข่าว แล้วโดนหลอก
ให้ตกเป็นเหยื่อของสื่อได้ง่ายๆก็แย่หน่อย

#12 By มนุษย์เพลง on 2009-09-07 17:34

ก็เพราะว่าการเสนอข่าวบ้านเราเป็นอย่างนี้ เราเลยต้องเลือกเสพครับHot!

#11 By Clepsydra:: on 2009-09-04 07:01

ฮา... คุณนัทไฟเย็นตอบโดนใจจริงๆ

ขอบคุณมากนะครับทุกๆ ท่าน ถ้าแต่ละคนในประเทศไทยมีความรู้ความคิดอย่างพวกเราปอนว่าสื่อมวลชนไทยต้องเกิดการพัฒนาขึ้นแน่ๆ แต่ก็คงจะยากเพราะทุกคนขาดเวลาที่จะวิเคราะห์ตรึกตรองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ก็ได้แต่หวังว่าจะมีวันนั้นนะครับ confused smile double wink

#10 By ปอนปอน on 2009-08-31 20:45

แหม...คุณปอนก็
นี่มันประเทศไทยนะ
ถ้าข่าวมันไม่สนุก เหมือนละคร แล้วคนไทยหน้าไหนจะดูข่าวล่ะ
อย่าลืมสิ ว่าเราอยู่ในสังคมมหรสพนะ
อะไรไม่สนุก ก็อย่าหวังว่าจะได้มีพื้นที่ยืนเล้ย!!!

#9 By cool fire on 2009-08-31 20:10

Hot!

สื่อ ตอนนี้ก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง
ไม่ค่อยชอบการเล่าข่าวที่ฝืดเฝือๆ ของบางช่องเหมือนกัน และผู้เล่าข่าวบางคนก็ยังมาทำท่าเหมือนอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ให้ฟังอีก sad smile

ป.ล. รูปในโปรไฟล์ของคุณปอนตรงกับ "คิดแบบปอนปอน" เลยนะคะ big smile

#8 By นกจร on 2009-08-30 22:14

สมัยนี้อำนาจทางธุรกิจมีพลังในการครอบงำมากครับ

สุดท้ายก็คงต้องขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัว
ของแต่ละคนในการรู้จักกลั่นกรองข้อเท็จจริง
จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ไม่เป็นกลาง
ดังที่เห็นอยู่เป็นประจำ Hot!

#7 By oatato on 2009-08-28 16:41

ยังมีอีกหลายตำราที่ควรเผาทิ้งให้ตายตกตามกันไป ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรม "ความเป็นกลาง" ที่ไม่เคยพิสูจน์หรือใช้ได้จริง "สมาคมนักข่าว" "สภาการหนังสือพิมพ์" ฯลฯ ที่ยังคงยึดแนวคิดแมลงวันไม่ตอมแมลงวันด้วยกันเอง

มันมีความเขรอะเกรอะกรังติดอยู่ในทุกซอกสื่อ ถูกที่ธุรกิจสื่อไม่ใช่องค์กรการกุศล ทุกคนต้องกินต้องอยู่ต้องการกำไร แต่อย่าลืมถูกผิดชอบและความเป็นคน

ใครเป็นใครฝั่งไหน รู้กันดีในวงการสื่อ แล้วคนที่ถูกบังคับกลายๆ ให้เลือกฝั่งก็คือสาวกสื่อที่ติดตามอย่างคับแคบทางใจ

กำลังจะบอกว่า เราต้องรับสื่อมากกว่าทีวีช่องโปรด หนังสือพิมพ์ที่ชอบ เว็บไซต์ที่คุ้นเคยครับ

#6 By colorbar on 2009-08-28 12:01

แหมมม..ปลื้มคุณลิงกับบิ๊ก ว่านจริงๆ โดนใจอะไรเช่นนี้ ก็เพราะความเร็วที่เค้าต้องการนำเสนอนี่แหล่ะครับมันเลยทำให้การวิเคราะห์การคิดก่อนนำเสนอ ทำอะไรเลยเป็นไปตามกระแสความรวดเร็วแล้วก็เกิดความผิดพลาดมากมายที่จริงมีหลายกรณีที่ช่อง 3 นำเสนอรวดเร็วแล้วก็ผิดพลาดแต่ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ไม่ได้แก้ไข ปอนว่าถ้าเค้าคิดสักนิดปรับสักหน่อยมันก็พอรับได้ครับ แต่นี่นำเสนอแบบไม่คิดทำอย่างกับเอาเด็กแว้นซ์เด็กสก๊อยต์มาเป็นบรรณาธิการข่าว confused smile เพราะมุมมองบ้านๆ เด็กๆ มากsad smile

#5 By ปอนปอน on 2009-08-28 11:44

ตอนนี้เค้าใช้คำว่า "ธุรกิจ" สื่อครับ
จรรยาบรรณมันเลยสูญสลายไปตามกาลเวลาและกระแสทุนนิยมที่ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
ผมว่าข่าวที่ดีนะ ต้องอ่านความจริง อธิบายความจริงให้รู้ ไม่ใช่สักแต่อ่านว่า นาย ก ทำอะไร ที่ไหน เวลาเท่าไหร่ จบ ....Hot!

#4 By ลิงกับหมู on 2009-08-28 10:39

เมื่อ colorful news ไหลไปอยู่ในทีวีไงครับ

#3 By nora on 2009-08-28 03:43

ผมว่า ช่อง 3 ตอนนี้เล่นข่าว "เร็ว" ไปหน่อย

โดยรวมตอนนี้ช่อง 3 น่าจะมี 4 ก๊กนะครับ
1.ก๊กคุณสรยุทร นกน้อยในไร่ส้ม
2.กลุ่มบริษัทฮอตนิวส์ ของคุณ กิตติ สิงหาปัด ไหว้สวย (แต่มักอ่านข่าวผิด) ในข่าว 3 มิติ
3.บีอีซีเทโร เครือช่อง 3
4.บริษัทเซิร์ชไลฟ์ จำกัด ในเครือเซิร์ช เอ็นเตอร์เทนเม้นท์

ทุกช่วงรายการ จะแชร์เนื้อข่าวกัน ขณะเดียวกัน
ก็มี Director ของตัวเอง เพื่อทำเรทติ้ง แต่จะมีครีเอทีฟ
ค่อยดูประเด็น ว่าข่าวไหนควรเล่นไม่ให้ซ้ำ
แต่ประเด็นใหญ่แบบนั้น มักจะสรุปกันรายอาทิตย์

แต่แน่นอน ทุกอย่างเป็นไปเพื่อ Generate income
และทำเวลาทุกนาทีให้เกิดมูลค่า การใช้รายการข่าว
นอกจากจะตรงกับชีวิตคนเมืองมากขึ้นแล้ว Ads
ในแต่ละช่วง ยังพลอยได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น
(เพราะอยู่ในช่วงเวลาข่าว พิธีกรและรายการน่าเชื่อถือ)
ดังนั้นเวลาแต่ละช่วง จึงมีมูลค่ามากขึ้น

ความซ้ำซาก จะตกเป็นของผู้ที่บริโภคสื่อทั้งวันครับ
เพราะ concept นี้ ช่อง 3 จะเล่าข่าว "ทั้งวัน"
โดยแนวคิดว่า live style คนเมืองเป็นแบบนี้ ;)

ผมว่า ปอนปอนต้องปรับแล้วล่ะครับ จะได้ไม่ใช้เวลากับ TV
มากด้วย เพราะคุณประวิทย์ คงไม่ปรับผังที่รายได้
โตวันโตคืน และกำลังเชือดเฉือนแย่งผู้ชมกับช่อง 7
อย่างดุเดือดในตอนนี้แน่ ;P
นี่แอบเป็นส่วนหนึ่งที่เรียนวารสารฯมา แต่ไม่อยากเป็นนักข่าวค่ะ =__=;

มองในอีกมุมธุรกิจสื่อแข่งขันรุนแรง เอากำไรทุกวิถีทางกันขนาดนี้
อาจจะทำให้นักข่าวที่อยากจะมีจรรยาบรรณาขนาดไหน
ถ้าเจ้าของสื่อเค้าต้องการข่าวที่ขายได้มากๆ คนดูสนใจเยอะๆ จะได้ขายแอดได้มากๆ
ก็ต้องเขียนข่าวตามใจเจ้านายไม่งั้นตกงาน

#1 By ★ GenZo ★ on 2009-08-28 02:16

free counters