ในระหว่างที่จับจอบจับเสียมกำลังทำสวนสวย อยู่ดีๆ ก็คิดนู่นคิดนี่ไปตามประสาคนว่างงานจิตป่วงว่า "นิเทศศาสตร์" "การสื่อสารมวลชน" หรือ "การสื่อสาร" เค้าจะเรียนกันเป็นวรรคเป็นเวรไปทำไมนะ


เมื่อคิดกลับไปกลับมาบวกกับประสบการณ์ที่เคยเรียนศาสตร์นี้มา 8 ปีทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท (เรียนนานเนอะ ) แล้วก็ได้เป็นผู้สอนในศาสตร์ด้านนี้มาก็สี่ปีเข้าไปแล้ว ก็ได้ผลสรุปว่า การเรียนด้านการสื่อสาร นิเทศศาสตร์ การสื่อสารมวลชน เหล่านี้ล้วนเรียนไปเพื่อ


"ใช้สื่อให้เป็น เป็นสื่อให้ดี"


เท่านั้นเองครับ


จริงๆ แล้วหลายๆ คนที่เรียนด้านนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนไปทำไมบางคนก็บอกว่าจะเรียนไปเป็นนักข่าว (โดยเฉพาะสายบันเทิงนิยมกันจัง) บางคนก็บอกว่าเรียนไปเป็นดารา บางคนก็บอกว่าจะเรียนไปเป็นนักประชาสัมพันธ์ นักการตลาด นักวางแผนการสื่อสาร หรือแม้แต่บางคนก็เรียนไปเพราะคะแนนถึงแล้วเอ็นท์ติด ซึ่งก็มีไม่น้อยทีเดียว  ฯลฯ


ทีนี้เราลองมาขยายความสักหน่อยดีกว่าว่า "ใช้สื่อให้เป็น เป็นสื่อให้ดี" คืออะไรยังไงตับไตไส้พุง หรือกางเกงที่นุ่งก็ดูสวยดี (ท่าทางจะจิตป่วงจริงๆ ประเภทมีงานแต่ไม่ยอมทำซะงั้น ถ้าใครๆ มาอ่านเจอไม่อยากให้ปอนป่วงไปกว่านี้ก็ขอความกรุณารีบบรรจุปอนเร็วๆ หน่อยก็แล้วกันนะครับ อิอิ)

มาดูคำว่า "ใช้สื่อให้เป็น" กันก่อนดีกว่านะครับ

ภาษาทางนิเทศศาสตร์ "สื่อ" ก็คือ Media, Medium ยังคงไม่ต้องพูดถึงตา McLuhan ที่บอกว่า Medium is the Message หรอกนะครับเดี๋ยวจะงงกันไปใหญ่ เอาแค่สื่อธรรมดาๆ ก่อนดีกว่า

สื่อในทางนิเทศศาสตร์แบ่งออกเป็นหลายระดับครับส่วนใหญ่จะแบ่งกันออกเป็น 4 ระดับ (การสื่อสารภายในบุคคล (Intrapersonal Communication) เป็นศาสตร์ทางจิตวิทยาเราไม่ค่อยไปแตะสักเท่าไหร่แต่ก็มีแตะบ้างครับ)

         1. การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication) เป็นการสื่อสารกันแบบตัวต่อตัวสื่อที่ใช้ก็มีทั้งวัจนภาษา และอวัจนภาษา (ฮั่นแน้...ไม่อยากอ่านกันล่ะสิ ภาษาวิชาการเริ่มมาแล้ว) งั้นพูดกันง่ายๆ ก็คือสื่อที่ใช้ก็คือการเปล่งเสียง น้ำเสียง ลีลา ท่าทาง แววตา สีหน้า สิ่งเหล่านี้คือสื่อที่ใช้สื่อสารในระดับการสื่อสารระหว่างบุคคลครับ

          2. การสื่อสารภายในกลุ่มหรือองค์กร (Group or Organization Communication) บางตำราเค้าก็จะแยกกันนะครับ แต่สำหรับปอนเอามาโฮะๆ รวมกันนี่แหล่ะเพราะมันก็คล้ายๆ กัน กลุ่มหรือหมู่คณะก็เป็นการสื่อสารกันหลายๆ คนส่วนใหญ่ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเรื่อยๆ เค้าก็บอกว่าเป็นกลุ่มกันแล้วนะครับ ส่วนองค์กรก็ไม่ต้องมีอะไรมากมายคนที่แอบเล่นเฟซบุ๊คในขณะทำงานก็น่าจะเข้าใจคำนี้ดีแต่ก็เห็นว่าไม่ค่อยจับกลุ่มองค์กรในเฟซบุ๊คสักเท่าไหร่กลัวเจ้านายรู้ล่ะสิท่า

           การใช้สื่อสารประเภทนี้นอกจากการสื่อสารผ่านทางวัจนภาษากับอวัจนภาษาแบบปกติแล้วก็เริ่มมี props เข้ามาประกอบกันบ้างแล้ว ทั้งโทรศัพท์ที่ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้นอกจากมีโทรทัศน์ให้ดูแล้วก็ยังมีการประชุมสายโทรศัพท์ด้วยเห็นได้จากน้องๆ สก๊อยต์ แว๊นซ์ทั้งหลายมีการใช้การประชุมสายโทรศัพท์กันในกลุ่มเพื่อนัดแนะกัน หรือถ้าจะฮิโซโปเตมัสขึ้นมาหน่อยก็แบล็คเบอร์รี่ที่จะมีโค๊ดไว้ให้แชตกันไปแชตกันมาไม่รู้คุยอะไรกันหนักหนา

           ส่วนในองค์กรส่วนใหญ่การสื่อสารจะทำผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในที่เค้าเรียกกันว่า Intranet นั่นแหล่ะ ก็จะมีทั้งอีเมล์ซึ่งเป็นพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ให้แชตกันเรื่องงาน หรือสื่อดั้งเดิมทั้งโทรศัพท์ แฟกซ์ หรือสื่ออื่นๆ ตามที่จะคิดสร้างสรรกันออกมา ซึ่งรวมไปถึงบรรดาอีเว้นท์ต่างๆ เทรนนิ่ง ที่ทยอยๆ จัดกันด้วยนะครับสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็น "สื่อ" ที่ใช้ทำการสื่อสารภายในองค์กรทั้งสิ้น

            3. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) อันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมายนัก เพราะการสื่อสารรูปแบบนี้ต้องพึ่งพา "สื่อ" ที่สามารถเข้าถึงเป็นจำนวนมากกก มายย มหาศาลได้อย่างรวดเร็วพร้อมๆ กัน แต่สมัยนี้สื่อก็มีงอกขึ้นมานอกเหนือจากสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ที่เป็นสื่อดั้งเดิมที่ยังมีอิทธิพลอยู่ก็คือพวกสื่อที่มาพร้อมๆ กับการเจริญเติบโตของอินเทอร์เนต เช่น เว็บไซต์ เว็บล็อก IPTV ฯลฯ ซึ่งก็ถือว่าเป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่เข้าถึงคนได้รวดเร็วเช่นกัน

             ดังนั้นคนที่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์จะต้องรู้จักใช้สื่อเหล่านี้อย่างผสมผสานให้ได้ ทั้งการใช้เสื่อเหล่านี้เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการตัดสินใจ เพื่อการทำงาน ฯลฯ คนที่เรียนนิเทศศาสตร์จึงจำเป็นที่จะต้องคิด วิเคราะห์ รู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ใน "ทุกๆ สื่อ" ไม่ใช่แค่สื่อใดสื่อหนึ่งเท่านั้น 

             ซึ่งการเรียนนิเทศศาสตร์จะบอกถึงวิธีการเข้าถึง วิธีการออกแบบ วิธีการใช้ วิธีการประเมินผล วิธีการจัดการผลกระทบจากการใช้สื่อเหล่านี้อย่างละเอียดคนที่เรียนทางด้านนี้จึงจำเป็นต้องคิดให้ถี่ถ้วนอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรียนนิเทศศาตร์จนจบเสร็จสมอารมณ์หมาย สิ่งที่ควรจะได้ไปก็คือ "การใช้สื่อให้เป็น"


มาถึงการ "เป็นสื่อให้ดี"


              ทุกวันนี้เราคงจะได้ยินเสียก่นด่าหรือเราเองก็ด่าบรรดาสื่อต่างๆ อยู่ในใจตลอดเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังโดน "สื่อเอาเปรียบ" ทั้งจากการโฆษณามหาศาลทั้งที่เป็นสปอตและแทรกอยู่ในละครหรือภาพยนตร์ที่เรากำลังดูอยู่ สื่อโฆษณาที่กำลังกลายเป็นทัศนอุจาดอยู่ทั่วทุกหนแห่ง (โดยเฉพาะป้ายคัตเอาท์ที่มีสโลแกนว่า "ประชานิยม สังคมเป็นสุข" อ่านแล้วอยากจะอาเจียน) ฯลฯ 

               สังคมเองก็กำลังเรียกร้องสื่อที่ดีอยู่ตลอดเวลา แล้วอะไรล่ะคือสื่อที่ดี....

               ถ้าใครที่มาเรียนทางด้านนิเทศศาสตร์แล้วลองย้อนระลึกไปถึงตอนเรียน จะมีวิชาที่เกี่ยวกับกฎหมายและจริยธรรมสื่อมวลชน การสื่อสาร หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็มีความเหมือนกันอยู่ในทุกมหาวิทยาลัย หรือในรายวิชาที่เป็นพื้นฐานก็มักจะสอดแทรกหลักจริยธรรมและกฎหมายเข้าไปในเนื้อหาที่เรียนด้วยว่า อะไรควร อะไรไม่ควร

               แต่ปรากฏว่า พอจบมาแล้วก็ลืมกันไปซะหมดไม่ได้เอาเก็บมาใช้เพราะถูกกระแสค่านิยมข่าวตลาด พัดพาหายไปเกือบหมดไม่น่าแปลกใจที่เด็กๆ ที่เรียนนิเทศศาสตร์ส่วนใหญ่มักจะใฝ่ฝันได้เข้าไปเกาะเกี่ยวอยู่กับสายบันเทิง เพราะมันดูตื่นตาตื่นใจ หวือหวาแต่ละทิ้งความเป็นสื่อที่ดีไปในบางครั้ง...

                จริงๆ แล้ว "สื่อที่ดี" ก็คือ สื่อที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งถ้ามีการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารประเภทนี้แล้วมักจะไม่มีปัญหากับคนส่วนน้อยเท่าใดนัก นอกจากจะไปมีผลกระทบกับผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

                 สื่อที่ดีจะต้องให้ความรู้ ทั้งในด้านสรรพวิทยาการ และความรู้เท่าทันสื่อด้วยกันเอง

                 สื่อต้องไม่โกหก ไม่บิดเบือนความจริง แต่ในทางโฆษณาและประชาสัมพันธ์ก็สามารถให้ความจริงเพียงครึ่งเดียวได้แต่จะต้องไม่โกหกหรือบิดเบือนความจริงไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และต้องแสดงตัวเองให้ชัดเจนว่าที่ทำอยู่คือการ "โฆษณา" หรือการ "ประชาสัมพันธ์" ไม่ใช่ข้อมูล ข่าวสารปกติ

                 สื่อต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคล
                
              ในแง่ของการปฏิบัติงานคนที่ทำอาชีพเป็นสื่อนั้นจะต้องทำตามจรรยาบรรณวิชาชีพของตัวเองอย่างเคร่งครัดซึ่งส่วนใหญ่ก็มักมีบัญญัติไว้ครอบคลุมครบทุกแขนงแล้ว แม้กระทั่งเว็บไซต์เองก็มีสภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทยที่บัญญัติจรรยาบรรณของผู้ดูแลเว็บไว้อย่างละเอียด โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ต่างก็มีสภาวิชาชีพของตัวเองแล้วทั้งสิ้น


                ด้วยเหตุนี้เองคนที่เรียนทางด้านนิเทศศาสตร์จึงต้องเป็นคนที่ "ใช้สื่อให้เป็น เป็นสื่อให้ดี" ให้ได้ครับเพื่อสังคมที่ดีสงบสุข ถึงแม้ว่าความเท่าเทียมในสังคมนี้ไม่มีอยู่จริง แต่คนที่เรียนและทำงานทางด้านการสื่อสารในเมื่องเราไม่สามารถทำให้เท่าเทียมกันได้แต่เราก็จะต้องทำให้ลดลงมากกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงทำงานเพื่อตอบสนองกับ "เงิน" หรือตอบสนองกับ "กิเลส" ของคนเท่านั้น


                ในระหว่างทำสวนปอนก็คิดได้เท่านี้แหล่ะครับ วันนี้ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังสักหน่อย ไปนอนก่อนดีกว่าเดี๋ยวตื่นมาต้องไปทำสวนต่อ




ปอนเองครับ



Comment

Comment:

Tweet

ละอายใจยิ่งนักคุณ Conte I มาปัดหยากไย่ให้ ที่จริงปอนมีหัวข้อที่จะเขียนอยู่สามหัวข้อครับ เอาหัวข้อทำดาร์ฟไว้แต่ยังไม่มีอารมณ์จะเขียนเลย รออีกสักนิดนะครับเดี๋ยวเขียนแน่ๆdouble wink confused smile

#17 By ปอนปอน on 2010-03-21 19:55

แวะเข้ามาชมหยากไย่ที่ขึ้นบลอกค่ะ

ดิฉันคิดว่า ช่วงนี้สื่อนำเสนอข่าวเสื้อแดงไม่มากไม่น้อยจนเกินว่ามั้ยคะ ดิฉันคิดว่าสื่ออาจจะคิดว่า ถ้าเสนอมากไปก็แตกตื่น ปลุกระดม เสนอน้อยไปก็หาว่าปิดกั้นประชาชีมิให้รับรู้

หากส่วนตัวแล้วดิฉันก็ชอบนะคะที่สื่อบางสำนักเลือกข้าง(แม้ว่าจะไม่ถูกต้องตามวิชาชีพ)เพราะจะได้ล้วงลับตับแตกกันให้ชาวบ้านได้รู้กันไปเลยว่า แต่ละฝ่ายเป็นยังไง
เพราะไหนๆ มันก็ไม่มีข้างไหนดี 100%

#16 By conte01 (58.9.189.48) on 2010-03-21 13:57

สงสัยดิฉันคงจะต้องไปเรียนกับพระสงฆ์

"นิ-เทศน์-ศาสตร์"

แอร๊ยยยย เพิ่งเห็นว่าพิมพ์ผิด

#15 By conte01 (58.9.224.92) on 2010-02-18 21:04

ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลยครับคุณ Conte I ปอนถนัดเรื่องนี้มากกกกก confused smile confused smile

#14 By ปอนปอน on 2010-01-20 21:30

ดิฉันคิดจะต่อป.โทนิเทศน์ศาสตร์ค่ะ
ไว้จะขอคำแนะนำนะคะ

#13 By Contessa on 2010-01-20 21:05

สื่อมันก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง จะดีจะชั่วก็อยู่ที่คนใช้แหละเนอะคับ

#12 By cool fire on 2010-01-19 22:17

คุณ ratsder สิ่งที่หนีความจริงไม่พ้นงานวิจัยทุกๆ สำนักรวมทั้งของปอนเองก็ด้วยมีผลตรงกันก็คืออุดมการณ์กับความอยู่รอดมักจะสวนทางกันอย่างกันมอเตอร์เวย์เลยครับ มีองค์กรสื่อน้อยมากกกก ที่ทั้งสองอย่างจะมาชนกันอย่างจังๆ แล้วก็เดินเคียงข้างกันไปแบบคู่ชีวิต

ดังนั้น มันจึงเกิดจรรยาบรรณ หรือ จริยธรรมวิชาชีพ ขึ้นมาไงครับ เพื่อควบคุมจิตสำนึกให้คนที่ประกอบอาชีพนี้ไม่ล้ำเส้นไปที่รายได้และความอยู่รอดมากเกินไป จนละทิ้งหน้าที่ที่พึงมีของสื่อมวลชน แต่ไอ้การควบคุมจริยธรรมวิชาชีพนี่แหล่ะที่มันทำไม่ได้เป็นรูปธรรม มันต้องอาศัยความสำนึกส่วนบุคคลเป็นหลักในการประกอบอาชีพนี้ครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องปลูกฝังจริยธรรมพื้นฐานมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อมาถึงระดับอุดมศึกษาแล้วปลูกฝังจริยธรรมวิชาชีพลงไปอีกถึงจะได้ผลครับ อุดมการณ์อย่างเดียวคงไม่พอต้องมีจริยธรรมควบคู่กันไปครับdouble wink confused smile

#11 By ปอนปอน on 2010-01-19 21:37

อันที่จริงแล้วผมคิดว่าเราเป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นทั้งสื่อเองเลยนะครับ ยิ่งในยุค new media แบบนี้ แล้วผมก็เข้าใจว่า สื่อที่เราเป็นเนี่ยมันไม่มีผลประโยชน์เรื่องเงินแอบแฝง อาจจะเต็มไปด้วยอุดมการณ์ล้วนๆเลยก็ว่าได้ (ใช้คำยิ่งใหญ่เหลือเกิน) แต่ไอ้ตัวอุดมการณ์นั่นแหละ ที่อาจฉาบไว้ เพื่อ propaganda ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ (ในเมื่อไม่มีผลประโยชน์เรื่องเงิน คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหม

#10 By -ratsder- on 2010-01-19 21:05

คุณ ratsderเฮ้อออ เป็นคำถามที่ตอบแล้วก็หนักใจ ประเทศไทยตอนนี้ก็มีโฆษณาชวนเชื่ออยู่ทุกหัวระแหงและทุกวงการเลยหล่ะครับ ที่พูดๆ ว่าทำประชาสัมพันธ์ๆ กันทั้งหลายแหล่ มีน้อยมากที่จะเป็นการประชาสัมพันธ์จริงๆ ส่วนใหญ่เป็นโฆษณาชวนเชื่อกันทั้งนั้นเลยครับโดยเฉพาะในทางการเมือง.. ไม่น่าเชื่อว่าจะยังใช้วิธีการนี้หากินกันในสังคมประชาธิปไตย(ที่ว่าๆ กัน) อยู่ได้

เพราะฉะนั้นเราเป็นผู้บริโภคคงต้องไหลไปตามกระแสไม่ได้ คงต้องใช้ตระแกรงหลายๆ ชั้นร่อนเอาแต่ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเท่านั้นครับ ถ้าเผลอหลงไปกับกระแสเมื่อไหร่ถอนตัวได้ยากมากครับsad smile double wink confused smile

#9 By ปอนปอน on 2010-01-19 18:50

น้องอู๋ ไม่ต้องเรียนนิเทศศาสตร์เป็นประชาชนคนธรรมดาก็ต้องรู้เท่าทันสื่อนะจ๊ะ มีวิธีรู้เท่าทันได้ง่ายมากๆ เดี๋ยวถ้ามีอารมณ์จะเขียนให้อ่านว่าประชาชนควรทำตัวแบบรู้เท่าทันสื่อได้ยังไงนะdouble wink

คุณหลานบาส แค่ที่นี่ที่เดียวอาก็อู้อัพจนแฟนคลับหายแล้วนะๆ ไปเปิดอีกที่นึงกลัวดูแลไม่ทั่วถึงงานรัดตัวจนกลมหมดแล้วเนี่ยะquestion confused smile

#8 By ปอนปอน on 2010-01-19 18:46

แล้วประเทศไทยนี่มี propaganda มากขนาดไหนกันครับ?

#7 By -ratsder- on 2010-01-19 18:44

สุดๆเลย อาเขียนบทความด้วย ลองเป็นสมาชิก ของ OKnation ไหม

#6 By บักบาส (58.137.122.50) on 2010-01-19 16:20

สื่อต้องไม่ดกหก สื่อต้องไม่โกหก สื่อต้องไม่โกหก
ตอนนี้เสพสื่อทีไร เมาทุกที ไม่รู้จะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนโกไม่โก สมมติว่าพร้อมใจกันโกหก โกหก TT เศร้า

ปล.อยากรู้เท่าทันสื่อ แต่ยังไม่อยากเรียนนิเทศจริงจัง แง่ว

#5 By lullscreen on 2010-01-19 15:45

สื่อต้องไม่ดกหก สื่อต้องไม่โกหก สื่อต้องไม่โกหก
ตอนนี้เสพสื่อทีไร เมาทุกที ไม่รู้จะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนโกไม่โก สมมติว่าพร้อมใจกันโกหก โกหก TT เศร้า

#4 By lullscreen on 2010-01-19 15:44

แหมมมม ป้าหมูก็อันนั้นเป็นข่าวประโลมทำให้สังคมเป็นสุขคลายทุกข์จากเรื่องบ้านเมืองนะครับquestion confused smile

#3 By ปอนปอน on 2010-01-19 10:01

big smile "สื่อที่ดี" ก็คือ สื่อที่นำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
อาทิ เช่น ข่าวแพนด้าตกต้นไม้ ประมาณนี้หรือเปล่าคุณปอน Hot!

#2 By ป้าหมู on 2010-01-19 08:07

Hot! open-mounthed smile

#1 By คนมีกึ๋น on 2010-01-19 02:59

free counters