ความล้มเหลวของระบบชาติ

posted on 12 Apr 2010 21:29 by sloppythinking in Politic, Social

เรื่องราวของกบฏเสื้อแดงในเดือนเมษายน 2553 นี้ทำให้ปอนมีความคิดต่างๆ อยากบันทึกไว้ในความทรงจำถึงอารมณ์และความคิดเห็นของตัวเองในช่วงเวลานี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานในอนาคต และปอนก็หวังว่าถ้าใครได้เข้ามาอ่านแล้วคิดตามก็น่าจะมีการต่อยอดนำความคิดของปอนในเอ็นทรี่นี้ไปใช้ได้บ้างนะครับ

ประเทศไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดขั้นแรกการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะสัมฤทธิผลได้ประชาชนจะต้องมีความรู้ในระบอบนั้นเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้รู้ถึงสิทธิและเสรีภาพของตัวเองซึ่งจะทำให้เป็น "คน" ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม แต่จนถึงขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มี "ความรู้" ในเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างดีพอ

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา จะเกิดความรุนแรงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยมาแล้วสามครั้งจากเหตุการณ์ตุลาทั้งสองครั้ง และพฤษภาอีกหนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยมั่นคงสถาพรในประเทศไทยได้

หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 เราก็ได้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่ดีที่สุดและพึงพอใจมากที่สุด เพื่อวางรากฐานระบบโครงสร้างทางสังคมของชาติขึ้นมาใหม่ เพื่อการทำให้ไทยกลายเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความเป็นประชาธิปไตย มีระบบตรวจสอบคานอำนาจกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ ซึ่งจะทำให้สังคมเกิดความเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญประเทศไทยของเรามีพระมหากษัตริย์ที่ประเสริฐที่สุดเป็นหลักให้คนไทยได้ยึดเหนี่ยวได้

แต่ในขณะเดียวกันเราก็โชคร้ายที่ได้คนชั่วมาเป็นคนใช้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเป็นคนแรก
เมื่อได้คนชั่วมาเป็นคนเริ่มการตีความรัฐธรรมนูญ การตีความกฎหมายก็ผิดเพี้ยนไปรวมทั้งการเริ่มสร้างค่านิยมการตักตวงให้กับสังคมไทย กลายเป็นมือใครยาวสาวได้สาวเอาพวกฉันได้มาก ไม่ใช่พวกฉันก็อย่าคิดจะได้ เหมือนดังเช่นวาทะที่โด่งดังในอดีตว่า "ผมจะช่วยเหลือจังหวัดที่เลือกผมก่อน"


ผลพวงของการตีความผิดเพี้ยนยังส่งผลไปถึงการปฏิรูปทั้งการศึกษา ระบบความคิด และระบบสังคม การเน้นการศึกษาแบบฉาบฉวยเน้นให้ทำตำแหน่งทางวิชาการเพื่อให้ได้ "เงินเพิ่ม" ด้วยการส่งเอกสารหลักฐาน ผลงานต่างๆ วัดกันที่แผ่นกระดาษครูผู้สอนทุ่มเทกับการสร้างผลงานเพื่อให้ได้เงินเพิ่มจนละเลยการสอนซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดไป การศึกษาจึงล้มเหลว 

ด้วยการศึกษาที่ล้มเหลว การตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นสังคมอุดมปัญญากลับกลายเป็นสังคมอุดมอวิชชา (ความไม่รู้) เด็กและผู้ใหญ่ไม่คิดที่จะแสวงหาความจริงหากเชื่อใครแล้วก็ปักใจเชื่อแบบไม่ได้คิดตรึกตรอง แม้คนนั้นจะเป็นไม่มีความน่าเชื่อถือทั้งด้านประสบการณ์และคุณวุฒิ อาทิ เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่ได้มีการศึกษาเรื่องเหล่านี้โดยตรง เป็นผู้มีการศึกษาน้อยและด้อยประสบการณ์ในทางการเมือง เป็นนักร้องหรือตลกปลายแถวที่ไม่ได้มีบทบาททางการเมืองหรือวิชาชีพอย่างโดดเด่นมาก่อน เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่ามีคนจำนวนมากมายก็ยังเชื่อถือคนเหล่านี้แบบฝังหัวว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดออกมาเป็น "ความจริง" ชุดหนึ่งที่เป็นเพียง "ความจริงที่ออกมาจากปาก" เท่านั้น แต่ในสังคมประชาธิปไตยความจริงที่ควรจะมีและนำมาใช้ก็คือความจริงจาก "หลักฐาน" และ "กฎหมาย" เท่านั้นที่สมควรนำมาใช้ในการตัดสินใจ ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกเร่งเร้ามาจากการกระทำของคนบางคนหรือคนบางกลุ่ม

ด้วยการที่คนใช้อารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจ สังคมที่มุ่งหมายให้ไปสู่ความเป็นธรรมและเท่าเทียมด้วยกฎหมายก็กลายเป็นสังคมที่ถูกเคลือบไปด้วยค่านิยมเปลือกๆ เช่น ค่านิยมใครมีทรัพย์สมบัติเยอะคนนั้นมักจะเป็นคนดี คนไหนที่เสนอผลประโยชน์ด้วยการขายฝันคนนั้นก็จะเป็นคนดี ด้วยตรรกะเหล่านี้เกื้อหนุนให้คนบางคนที่สามารถขายฝันให้กับคนได้เยอะก็กลายเป็นคนดีและสนับสนุนคนๆ นั้นถึงแม้ว่าจะทำผิดกฎหมาย ทำผิดศีลธรรม หรือแม้แต่คนๆ นั้นไปทำร้ายคนที่ดีจากเนื้อแท้ก็กลายเป็นฝ่ายตรงข้ามไปในทันที

หรือแม้แต่คนที่ขายฝันลมๆ แล้งๆ ให้ประชาชนจากราษฎรเต็มขั้นย้อนกลับไปเป็นไพร่กำลังจะทำให้ไทยกลายเป็นสังคมอัตตาธิปไตยที่แสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเองอย่างไม่หยุดยั้งและไม่รู้สึกรู้สาอะไร จนในที่สุดเหตุการณ์ก็พัฒนาไปจนกระทั่งต้องจำใจฉีกรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดไปอีกครั้ง


จากโครงสร้างทางสังคมที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวจากที่ควรจะเป็น ทำให้ประชาชนขาดความรับผิดชอบทั้งรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมส่วนรวม กลายเป็นอยากรวยเหมือนอย่างเขาแต่ไม่อยากทำงาน อยากมีเงินแต่ไม่แสวงหาโอกาสคอยแต่ภาครัฐจะยื่นมือมาให้นั่นก็เป็นการวนกลับไปที่นักการเมืองคนไหนเสนอให้สิทธิประโยชน์ในระดับปัจเจกบุคคลได้มากที่สุดหรือขายฝันให้เชื่อมากที่สุดก็จะเลือกและยอมรับ เหมือนให้นักการเมืองมาประมูลซื้อเสียง แต่ไม่ได้เลือกจากนโยบายภาพรวมและเป้าหมายของประเทศผลประโยชน์ส่วนตัวมาก่อนผลประโยชน์ของชาติ

 และที่สำคัญที่สุดคือการไม่ทำหน้าที่พ่อแม่ไม่ทำหน้าที่ มีพ่อแม่หลายคนที่บอกว่าหน้าที่ขัดเกลาลูกเป็นหน้าที่ของครู อาจารย์ที่โรงเรียนเพราะตัวเองได้ฝากให้เลี้ยงไปแล้ว ส่วนตัวเองก็มุ่งที่จะหาเงินมาเพื่อปากท้องและวัตถุฟุ่มเฟือยที่คิดว่ามีแล้วจะทำให้สะดวกสบายเหมือนคนอื่นๆ โดยละเลยการอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนที่ทำประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม เหตุการณ์นี้จะเห็นได้ชัดจากกรณีของแก๊งค์แว๊นซ์บอย สก๊อยเกิลด์ ที่เห็นได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ถ้าดูจากในข่าวจะเห็นว่าพ่อแม่ทุกคนที่มารับลูกออกจากโรงพักจะไม่ยอมรับความผิดของลูกและเข้าข้างลูกในการกระทำความผิด

การที่พลเมืองไม่ทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดีในการเคารพสิทธิตนเองและผู้อื่นด้วยสาเหตุไม่มีความรู้ถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง หรือเป็นนิสัยของตัวเองที่มีมาแต่เดิมก็แล้วแต่ กอปรกับเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับคนที่ทำผิดกฎหมายทั้งๆ ที่เห็นซึ่งๆ หน้าตั้งแต่แรกเพราะมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับผู้กระทำผิดหรือดูดายก็แล้วแต่ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผลสุดท้ายระบบความเป็นชาติของเราจึงล้มเหลวไม่เป็นท่ามาหลายครั้งหลายคราและก็คงยังล้มเหลวต่อไปถ้าประชาชนยังตกอยู่ในอวิชชาและไม่ทำหน้าที่อยู่อย่างนี้ต่อไป




 ปอนเองครับ

Comment

Comment:

Tweet

เยอะที่จะอ่าน และล้าบ้างกับเนื้อหาการเมืองในช่วงนี้ แต่ ยังไม่เบื่อ5555+

ไมได้แวะมานาน สบายดีเนอะคับ?big smile

#6 By cool fire on 2010-06-01 21:57

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ถูกใจดิฉันมวากค่ะ เรากำลังโดนปู่ย่าตาทวดลงโทษที่มีคนเนรคุณแผ่นดิน

#5 By Contessa on 2010-04-26 20:16

ถ้าคนเราอยู่กันด้วยความเข้าใจ คงดีนะคะ

สวัสดีปีใหม่ไทย ๆ ค่ะน้องปอน ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ
มีคนเคยบอกว่า ประชาธิปไตยของไทยถูกสาป ...ถูกสาปแล้วตั้งแต่วันที่บังคับข่มขู่และกระชากอำนาจมาจากพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 7 ครับ



หวังว่า บ้านเมืองจะัพัฒนาบ้างนะคับbig smile

#3 By E.T.*** on 2010-04-16 11:23

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By oatato on 2010-04-12 22:33

Hot!

#1 By Lazuli on 2010-04-12 22:12

free counters